เคล็ดลับการจัดบ้านเพื่อสร้างการเรียนรู้

เพราะ “โลกแห่งการเรียนรู้เริ่มต้นที่บ้าน” พ่อแม่จึงเสริมทักษะเสริมสร้างพัฒนาการที่สมบูรณ์ให้แก่ลูกน้อยตั้งแต่ที่บ้าน ทั้งเรื่องเรียนและเล่น รวมทั้งการตกแต่งบ้านก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะสร้างพัฒนาการให้กับลูกได้สนุกสนาน

พาทริซ ดรีอาโน่ ผู้จัดการสโตร์อิเกีย บางนา กล่าวว่า เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่เสริมทักษะให้ลูกรักได้อย่างสมวัย ความเข้าใจเกี่ยวกับพัฒนาการของเด็กๆ ในแต่ละช่วงวัยจึงเป็นสิ่งสำคัญ
5-7 ปี เป็นวัยที่เริ่มเข้าเรียนอย่างจริงจัง กล้ามเนื้อนิ้วมือแข็งแรง จับดินสอขีดเขียนได้ถนัดเท่ากับผู้ใหญ่ เขียนชื่อและวาดรูปที่มีรายละเอียดต่างๆ ได้ เริ่มอ่านหนังสือและเข้าใจเรื่องราวได้โดยไม่ต้องมีภาพประกอบ เป็นวัยที่เริ่มเข้าใจและยอมรับกฎเกณฑ์รู้จักการเล่นเป็นกลุ่มและการรอคิว

โดยเฉพาะเด็กวัย 6 ปีจะนิยมเกมที่มีกฎเกณฑ์มาก เด็กๆ วัยนี้มีพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหว ทำท่าทางที่ซับซ้อนได้มากขึ้น มักเล่นสนุกจนหมดแรง นอกจากนี้ด้วยร่างกายที่เติบโตอย่างรวดเร็วและกิจกรรมที่โลดโผนมากขึ้น เด็กวัยนี้จึงเจ็บตัวอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะบริเวณขาที่มักมีแผลฟกช้ำจากการเตะสิ่งของ

7-10 ปี เป็นวัยที่ชอบเรียนรู้ทักษะและความท้าทายใหม่ๆ ทั้งเริ่มแสดงออกถึงบุคลิกภาพและความชอบ เด็กวัยนี้เริ่มอยากมีโลกส่วนตัว แต่ก็ยังต้องการแรงสนับสนุนจากคนรอบข้าง ชอบอ่านหนังสือและฟังเพลงมากขึ้น เริ่มสนใจกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะกิจกรรมเกี่ยวกับสัตว์และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม อยากดูแลสัตว์เลี้ยง กลุ่มเพื่อนเป็นอีกสิ่งสำคัญของเด็กวัยนี้ เริ่มรู้จักเก็บความลับของเพื่อนสนิท ชอบมีภาษาหรือรหัสลับไว้สื่อสารกันแบบที่ผู้ใหญ่อย่างเราไม่มีทางเข้าใจ นอกจากนี้เด็กวัยนี้ยังเริ่มค่อยๆ เข้าใจความเป็นเหตุเป็นผลมากขึ้น

10-12 ปี เป็นวัยที่กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น (โดยเฉลี่ยแล้วเด็กผู้หญิงจะเริ่มเป็นวัยรุ่นเมื่ออายุประมาณ 12 ปี ส่วนเด็กผู้ชายประมาณ 14 ปี) เด็กๆ จะรับประทานมากขึ้น ฮอร์โมนวัยหนุ่มสาวจะทำให้เริ่มมีสิวและอารมณ์เปลี่ยนแปลงบ่อย เริ่มแสวงหาอัตลักษณ์ของตนเอง เช่น เราเป็นใคร ที่ไหนเหมาะกับเรา ฯลฯ พวกเขาจะส่องกระจกมากขึ้น ชอบลองชุดและทรงผมใหม่ๆ เด็กวัยนี้มักมองว่าเพื่อนๆ สำคัญที่สุด ทั้งใช้ทักษะในการสื่อสารมากขึ้น เริ่มเขียนบล็อกและไดอารี รวมถึงพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นที่จริงจังมากขึ้น ผู้ปกครองจึงมีบทบาทสำคัญในการให้คำแนะนำ

การแต่งบ้าน เพื่อจัดบ้านให้น่าอยู่ ปลอดภัย เสริมสร้างพัฒนาการให้เด็กๆ และทุกคนในบ้านใช้เวลาร่วมกันได้อย่างมีความสุข ก็จะส่งเสริมพัฒนาการให้กับลูกได้ เริ่มจากห้องนั่งเล่นเด็กๆ ชอบขีดชอบเขียน จึงเลี่ยงไม่ได้ที่ห้องนั่งเล่นจะมีอุปกรณ์วาดเขียนของหนูๆ เกลื่อนไปทั่ว ลองหากล่องแบบต่างๆ แล้วสอนเด็กๆ ให้รู้จักเก็บของให้เป็นระเบียบตามหมวดหมู่ กระดานดำ เป็นของเล่นอีกชิ้นที่ช่วยเสริมสร้างจินตนาการได้ดีให้เด็กๆ ขีดเขียนและเล่นสนุกได้อย่างเต็มที่ ม่านหรือมู่ลี่ไร้สาย ช่วยลดอันตรายจากการเล่นสายม่านหรือมู่ลี่ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ คุณพ่อคุณแม่จึงวางใจให้เด็กๆ เล่นในห้องนั่งเล่นได้อย่างปลอดภัยไร้กังวลมากขึ้น บ่อยครั้งหลังเลิกเรียนเด็กๆ ยังใส่ถุงเท้าวิ่งเล่นไปทั่วบ้าน จนอาจลื่นล้มได้ ป้องกันไว้ก่อนด้วยการติดแถบกันลื่นบนพื้นและขอบบันได
   
ห้องครัว คือหัวใจของบ้าน ซึ่งเหล่าคุณแม่ใช้เป็นกองบัญชาการในการเลี้ยงดูและใช้เวลากับลูกๆ ขณะที่คุณแม่ทำอาหาร ลูกๆ อาจนั่งทำการบ้าน หรือเล่นอยู่ใกล้ๆ ลองให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ด้วยการมีส่วนร่วมในครัว เช่น ช่วยทำอาหาร ล้างจาน ฯลฯ (แม้ว่าหลายๆ ครั้ง เด็กๆ มักจะแค่ “เล่น” ก็ตาม) อย่างไรก็ตาม ผู้ปกครองควรจัดครัวและเลือกใช้อุปกรณ์ที่ปลอดภัยหรือออกแบบมาสำหรับเด็กโดยเฉพาะ เพื่อให้เขาได้มีส่วนร่วมในครัวได้อย่างหายห่วง

ห้องนอน ห้องนอนเป็นห้องส่วนตัวที่เด็กๆ ใช้นอนหลับ ทำการบ้าน และเล่นสนุก ฯลฯ โต๊ะเก้าอี้ที่ออกแบบมาอย่างถูกหลักช่วยให้เด็กๆ นั่งอ่านหนังสือหรือทำการบ้านได้สบาย ส่วนแสงสว่างที่เหมาะสมนั้นช่วยถนอมสายตาขณะจ้องมองหน้าจอต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันที่เด็กๆ ใช้สมาร์ทโฟนและอินเทอร์เน็ตกันมากขึ้น

เด็กๆ รู้จักสีต่างๆ ตั้งแต่ยังเล็ก การเลือกสีห้องนอนให้เหมาะกับบุคลิกภาพของเด็กจึงเป็นสิ่งสำคัญ สำหรับเด็กที่กระตือรือร้นมากอยู่แล้ว หากอยู่ในห้องที่สีฉูดฉาดเกินไปอาจกระตุ้นให้เด็กตื่นตัวและไม่ยอมอยู่นิ่ง จึงควรเลือกโทนสีอ่อนๆ เพียงสีเดียวเพื่อให้เขารู้สึกสงบมากขึ้น นอกจากนี้ ห้องที่มีสีและวัสดุหลากหลายอาจส่งผลให้เด็กๆ ไม่ค่อยมีสมาธิและใส่ใจเรื่องระเบียบน้อยลง การใช้สีที่กลมกลืนและสมดุลกันจะช่วยเสริมให้เด็กๆ มีพัฒนาการที่ดียิ่งขึ้น